วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการถ่ายภาพแต่งงาน

เทคนิคการถ่ายภาพแต่งงาน

เทคนิคการถ่ายภาพแต่งงาน

1. ทำให้ภาพคมชัดที่ชุด ขาตั้งกล้องเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ สำหรับขาตั้งกล้องผมคงไม่ใช้ในงานพิธี ผมเห็นด้วยที่จะใช้เมื่อต้องการบันทึกภาพก่อนหรือภายหลังพิธีซึ่งมีแต่ตัวแบบกับกล้อง

2. เพิ่มค่า ISOเพื่อให้พอถือถ่ายได้ด้วยมือ ให้สูงเข้าไว้ตั้งแต่ 800 ขึ้นไป กล้อง DSLR พัฒนาเซนเซอร์เป็นชนิด CMOS ทำให้ลดน๊อยส์เกิดไปได้มาก แต่กล้องของผมยังเป็นเซนเซอร์ชนิด CCD แบบเก่าอยู่ ผมเปิดระบบ noise reduction ไว้ซึ่งช่วยได้มาก นอกจากนี้ผมหา plug-in มาใช้กับโปรแกรมแต่งรูปโฟโตชอปเพื่อลบน๊อยส์ออกจากภาพ เรียกว่า Noise Ninja นอกจากน๊อยส์จะหายไปแล้วยังทำให้ผิวของแบบเรียบเนียนขึ้นด้วย

3. เลือกเลนซ์ที่สว่างมี f-stop ตั้งแต่ 1.4, 2. 2.8, 3.5 ซึ่งมีรูรับแสงกว้าง ทำให้สามารถใช้ความไวชัตเตอร์ที่สูงขึ้นได้


4. ทำแสงแฟลชให้นุ่ม การยิงแฟลชโดยตรงเข้าไปหาแบบจะได้แสงที่แรงและภาพที่แข็ง เราสามารถเลือกหากล่องกระจายแสงมาสวมหน้าแฟลช ซึ่งภายในกล่องจะมีแผ่นสะท้อนแฟลชออกมาให้มาก ส่วนด้านหน้ากล่องเป็นวัสดุกระจายแสงแฟลชออกเพื่อให้แสงนุ่มนวลไม่กระด้าง กล่องดังกล่าวมีหลายยี่ห้อ มีตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงเกือบสองพันบาท รูปทรงที่คล้ายกับถ้วยมาม่าคัพเลยเรียกหากันว่าถ้วยมาม่าเป็นอันเข้าใจกันว่าหมายถึงอะไร
5. การใช้เทคนิคการยิงแฟลชขึ้นเพดาน เหมาะกับห้องที่ฝ้าเพดานไม่สูงนัก แสงแฟลชที่ยิงขึ้นไปกระทบ 45 องศากับเพดานจะสะท้อนกับลงมาที่ตัวแบบให้แสงที่นุ่มนวล บางทีอาจนำแผ่นนามบัตรสีขาวมาติดยื่นออกจากหัวแฟลช เมื่อยิงแฟลชให้ตั้งฉากกับเพดาน แสงแฟลชส่วนหนึ่งจะกระทบเพดานตกลงมา อีกส่วนหนึ่งจะสะท้อนแผ่นนามบัตรเข้าสู่ตัวแบบ ทั้งสองวิธีนี้ต้องอาศัยแฟลชที่มีกำลังสูงๆ ช่างภาพบางท่านอาจใช้วิธียิงแฟลชในมุมเงย 45 องศา ร่วมกับการสอดแผ่นนามบัตรเพื่อใช้ลบเงาในการถ่ายภาพกลางแจ้งทำให้ลดควมกระด้างของแสงเงาที่ตกลงบนใบหน้า เอาเข้าจริงผมไม่ได้ใช้เทคนิคนี้เพราะโบสถ์ผมเพดานสูงร่วมสิบกว่าเมตร ผมหันไปใช้แผ่นกระจายแสงแฟลชสำหรับใช้กับเลนซ์มุมกว้างและลดกำลังแฟลชลงเพื่อลบเงาแทนเวลาที่ผมใช้ออโตไวท์บาลานซ์
6. การตั้งค่ารูรับแสง เพื่อให้ภาพมีความชัดลึกสูงในเวลาถ่ายภาพหมู่ และเวลาถ่ายภาพบุคคลคู่บ่าวสาว ให้ใช้รูรับแสงตั้งแต่ f/8 ขึ้นไป ภาพหมู่ให้โฟกัสที่แถวหน้าเป็นหลัก สำหรับภาพคู่ให้โฟกัสที่ลูกตาเจ้าสาว

7. เจ้าสาวเป็นดาวของงาน ให้ตามเก็บภาพเจ้าสาวทุกอิริยาบถ การถ่ายภาพครึ่งตัว ต้องถ่ายให้เห็นข้อศอกถึงกึ่งกลางปลายแขน ภาพค่อนตัวต้องลงไปประมาณข้อเข่าให้ตัดที่ครึ่งแข้ง โดยจัดความสูงของกล้องอยู่ระดับอก และเลือกฉากหลังที่เรียบๆ

8. ลองถ่ายภาพคู่บ่าวสาวจากมุมต่างๆ เช่น ถ่ายจากบนระเบียงลงมา ถ่ายในมุมเงย การถ่ายภาพหมู่อาจให้หันไปในทางเดียวกันแทนการยืนแบบเรียงหน้ากระดาน


9. แสงธรรมชาติเป็นแสงสมบูรณ์แบบที่สุด ให้แบบหันข้างให้กับแสงโดยอยู่ห่างจากหน้าต่างประมาณ 1.5 เมตร จะได้แสงที่นุ่มนวลเหมาะกับการถ่ายภาพเจ้าสาว เจ้าสาวกับเจ้าบ่าว เจ้าสาวกับครอบครัว

10. ในการโพสต์ท่าถ่ายรูปคู่ของเจ้าสาวและเจ้าบ่าว เจ้าสาวกับพ่อหรือแม่ ให้ยืนจนตำแหน่งศีรษะชิดกันให้ได้มากที่สุด จะได้ภาพที่ดูใกล้ชิดสนิทสนมและดูไม่เกร็งจนเกินไป

11. ถ่ายภาพเก็บบรรยากาศต่างในงานเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น เช่น รองเท้า สร้อยคอ มงกุฏ แหวน สมุดลงนาม ช่อดอกไม้ที่ถือ รายละเอียดของชุดแต่งงาน เป็นต้น



นอกจากนี้ ควรไปถึงสถานที่ก่อนเวลาพิธีการเพื่อลองวัดแสง ลองปรับตั้งไวท์บาลานซ์ หามุมถ่ายภาพ รวมทั้งตกลงนัดแนะกับคู่บ่าวสาวถึงมุมและทิศทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสวมแหวนที่ต้องมีจังหวะหยุดสัก 3-4 วินาทีให้ช่างภาพมีเวลาได้ถ่ายภาพ ผู้ถ่ายภาพควรทราบกำหนดการของพิธี ควรทราบรายละเอียดต่างๆให้มากที่สุดและที่สำคัญควรคุยกับคู่แต่งงานว่าเขาอยากให้ได้ภาพแบบใด

รับถ่ายรูปรับปริญญาเชียงใหม่

รับถ่ายรูปรับปริญญาเชียงใหม่
รับถ่ายรูปรับปริญญาเชียงใหม่ การถ่ายรูปรับปริญญา
- รับถ่ายรูปรับปริญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- รับถ่ายรูปรับปริญญา มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
- รับถ่ายรูปรับปริญญา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่
- รับถ่ายรูปรับปริญญา มหาวิทยาลัยพายัพเชียงใหม่
- รับถ่ายรูปรับปริญญา มหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่
- รับถ่ายรูปรับปริญญา มหาวิทยาลัยฟาร์อิสเทิร์นเชียงใหม่
บริการด้วย ช่างภาพมืออาชีพ มีประสพการณ์ อุปกรณ์คุณภาพ

สิ่งที่ท่านจะได้ไฟล์ภาพ ที่ทำการตกแต่งแล้ว ทุกรูป เขียนลง ซีดี ดีวีดี อย่างดี พร้อมกล่องและปกสวยงาม
นอกจากนี้ยังรับถ่ายรูปงานต่างๆ และ งานทั่วไป บริการ ถ่ายภาพในสถานที่ รับถ่ายภาพนอกสถานที่

ราคา รับถ่ายรูปรับปริญญา มหาวิทยาลัย

ครึ่งวัน 3000 บาท

1 วัน 3500 บาท


ติดต่อสอบถาม o8 1o38 3oo3 เตอร์ก

piyawat66@hotmail.com

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การถ่ายภาพบุคคล ตอนที่ห้า

การถ่ายภาพบุคคล ตอนที่ห้า


การถ่ายภาพบุคคล ตอนที่สี่

การถ่ายภาพบุคคล ตอนที่สี่



การถ่ายภาพบุคล ตอนที่สาม

การถ่ายภาพบุคล ตอนที่สาม


การถ่ายภาพบุคล ตอนที่สอง

การถ่ายภาพบุคล ตอนที่สอง


การถ่ายภาพบุคล ตอนที่1

การถ่ายภาพบุคล ตอนที่1

รับถ่ายภาพเชียงใหม่ รับถ่ายรูปเชียงใหม่ รับถ่ายรูปแต่งงาน รับถ่ายภาพแต่งงาน


วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การถ่ายภาพทิวทัศน์ Landscape Photography

การถ่ายภาพทิวทัศน์ Landscape Photography (FOTOINFO)
โดย จิรชนม์ ฉ่ำแสง

การถ่ายภาพทิวทัศน์ หรือที่นักถ่ายภาพบ้านเรานิยมเรียกทับศัพท์ว่า แลนด์สเคป (Landscape) เป็นหนึ่งในหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของการถ่ายภาพ ซึ่งในการจะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ให้ออกมาสวยงามไม่ได้มีเทคนิคอะไรที่ซับซ้อน แต่สำหรับมือใหม่ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย

คำว่า ภาพวิวทิวทัศน์ที่ดี อาจมองได้หลายมุม บ้างว่าต้องแสงสวย บ้างเน้นที่การจัดวางองค์ประกอบของภาพ บางคนว่าต้องมีอารมณ์อยู่ในนั้น บางความเห็นว่าต้องเป็นภาพที่มีความลึก และอีกสารพันคำตอบที่จะว่าไปแล้วก็แทบไม่มีข้อได้ผิด สำหรับมุมมองในส่วนของผู้เขียนเอง เห็นว่าทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องไม่อาจละเลยได้ทั้งสิ้น ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ภาพนั้น ๆ มีคุณค่ามีความหมาย ภาพ ๆ นั้น จะต้องสามารถแสดงความเป็นเอกลักษณ์ หรือจุดเด่นของสถานที่นั้น ๆ ออกมาให้ได้มาที่สุด และเงื่อไขอันจำเป็นที่จะเอื้อให้เกิดภาพอย่างที่ว่ามานั้นก็ขึ้นอยู่กับเรื่องของ "เวลา"


ผู้ถ่ายภาพควรต้องมีเวลาให้กับสถานที่หนึ่ง ๆ มากเพียงพอ อย่างน้อย ๆ ควรมากกว่าหนึ่งวันขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อสำรวจสถานที่ให้ละเอียด ค้นหาจุดเด่นของสถานที่ให้เจอ พร้อมกำหนดมุมภาพ กำหนดทางยาวโฟกัสของเลนส์ และกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพนั้น ๆ

เทคนิคพื้นฐานของการถ่ายภาพทิวทัศน์

โดยทั่วไปแล้วการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ไม่ค่อยมีเทคนิคอะไรที่ซับซ้อน เพียงเน้นให้ภาพมีความคมชัด และสีสันที่สดใสเป็นหลัก และเป็นภาพในลักษณะที่ต้องการช่วงความชัดค่อนข้างมากเป็นพิเศษ คือมีความชัดตั้งแต่ฉากหน้าไปจนฉากหลังที่เป็นทิวเขาหรือท้องฟ้า ดังนั้นการฝึการควบคุมช่วงความชัดให้ได้ตามใจต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ปัจจัยแรกที่ส่งผลโดยตรงต่อช่วงความชัดก็คือ ช่องรับแสง หรือ เอฟนัมเบอร์ (F-STOP) การใช้ช่องรับแสงกว้าง ระหว่าง f/1.4 – f/4 จะส่งผลให้มีช่วงความชัดเกิดขึ้นน้อยอย่างที่เรียกกันว่า "ชัดตื้น" คือมีความชัดเกิดขึ้นเฉพาะในบริเวณจุดโฟกัสเท่านั้น ที่ไกลออกไปก็จะเบลอ ตรงกันข้ามกับการใช้ช่องรับแสงแคบ ตั้งแต่ f/11 ขึ้นไปที่จะส่งผลให้มีช่วงความชัดเกิดขึ้นมาก อย่างที่เรียกกันว่า "ชัดลึก" ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์มากกว่า

ปัจจัยตัวที่สองที่มีผลต่อช่วงความชัดก็คือ ตำแหน่งในการโฟกัสภาพ ลักษณะในการเกิดช่วงความชัดของภาพจะมีระยะเกิดขึ้นหน้าจุดโฟกัสหนึ่งส่วน และเกิดหลังจุดโฟกัสสองส่วน เป็นอัตราส่วน 1:2 อย่างนี้เสมอ หากทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว จะทำให้เราสามารถสร้างช่วงความชัดที่เพียงพอต่อความต้องการ โดยการใช้เพียงช่องรับแสงกลาง ๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ช่องรับแสงแคบ ๆ เสมอไป การโฟกัสภาพไปที่ระยะทางหนึ่งในสามของภาพนี้มีชื่อเรียกว่า "Hyper Fogus"





แสง ปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ของการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์

แสงที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์นอกเหนือช่วงเวลาที่ฟ้าเปลี่ยนสีในยามพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ก็คือแสงเฉียง ๆ ของยามเช้า และบ่ายแก่ ๆ ในทิศทางตามแสง เนื่องจากแสงลักษณะนี้จะทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ดูมีมิติสวยงาม ทำให้ภาพถ่ายที่เป็นสื่อสองมิติอันแบนราบดูมีมิติที่สามหรือความลึกเกิดขึ้นแก่ผู้ชมภาพได้

ทว่าสิ่งเหล่านี้มิใช่กฎเกณฑ์อันควรนำมาผูกมัดกับการถ่ายภาพอยู่ตลอดเวลา นักถ่ายภาพที่ดีควรรู้จักการพลิกแพลง เปลี่ยนแปลงนำสิ่งที่ดีที่สุดมาปรับใช้กับการถ่ายภาพของตนเอง

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการ ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์

แม้จะเป็นการถ่ายภาพในยุคซอฟท์แวร์ครองเมือง ที่แทบทุกเรื่องสามารถแก้ไข ดัดแปลง ตกแต่ง รีทัช ราวกับจะเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาได้จากหน้าจอและเพียงปลายนิ้วสัมผัสบนคีย์บอร์ด ทว่ายังมีอุปกรณ์ทางกายภาพบางชนิดที่ยังคงความจำเป็นในระดับ "ขาดเธอขาดใจ" อุปกรณ์ที่ว่านี้คือ "ฟิลเตอร์โพลาไรซ์ (Polarizing Filter)

หน้าที่หลักของฟิลเตอร์ชนิดนี้คือ การตัดแสงโพลาไรซ์ หรือก็คือ แสงสะท้อนสีขาว ๆ ที่เกิดบนวัตถุที่มีผิวเรียบหรือมันวาว เช่น ผิวน้ำ ใบไม้ที่มีความมัน กระจก ฯลฯ โดยสวมฟิลเตอร์โพลาไรซ์ไว้หน้าเลนส์ หมุนหาตำแหน่งที่จะตัดแสงสะท้อนออกไปในปริมาณที่พอใจ ซึ่งผลของการใช้ฟิลเตอร์ชนิดนี้สามารถสังเกตได้ทันทีจากในช่องเล็งภาพ จึงเป็นเรื่องง่ายในการใช้งานและประหยัดเวลากว่าการมาแก้ไขในภายหลัง

นอกจากนี้ ฟิลเตอร์โพลาไรซ์ ยังช่วยให้สีสันของท้องฟ้ามีความเข้มขึ้น ทำให้ปุยเมฆขาว ๆ มีรายละเอียด ทั้งนี้ มีข้อแม้ว่าท้องฟ้านั้นต้องเป็นสีฟ้าอยู่ก่อนแล้ว มิใช่ขาวซีดไร้สีสัน และมุมที่จะถ่ายต้องอยู่ในทิศทางตามแสง

อย่างไรก็ดี แม้ฟิลเตอร์โพลาไรซ์จะช่วยตัดแสงสะท้อน และเพิ่มความเข้มของสีท้องฟ้า แต่ในอีกด้านหนึ่งมันเป็นฟิลเตอร์ที่กินแสงมากถึง 2 สตอป หมายความว่าที่ช่องรับแสงเท่าเดิม เมื่อใส่ฟิลเตอร์โพลาไรซ์เข้าไปที่หน้าเลนส์แล้ว ความไวชัตเตอร์ที่ได้จะต่ำลงมาอีก 2 สตอปนั่นเอง จึงอาจจำเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพอีกอย่างหนึ่งเข้ามาช่วยเพื่อให้ได้ภาพที่มีทั้งช่วงความชัด(ลึก) และความคมชัดควบคู่กันไป

ขาตั้งกล้อง ยังคงเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับนักถ่ายภาพผู้ฝักใฝ่ในคุณภาพสูงสุดอยู่ดี โดยเฉพาะในสภาพแสงช่วงเช้า ๆ หรือเย็น ๆ ซึ่งมีปริมาณและความเข้มของแสงน้อย เป็นเรื่องปกติที่จะให้ความไวชัตเตอร์ต่ำถึงต่ำมาก ประกอบกับที่ต้องใช้ช่องรับแสงแคบ ระบบลดความสั่นไหวในตัวกล้องหรือเลนส์จึงไม่อาจช่วยได้ทุกครั้งไป ขาตั้งกล้องจึงนับเป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพที่ผู้หลงใหลการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์จะขาดเสียมิได้

สำหรับขาตั้งกล้องที่ดีในการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ คือขาตั้งกล้องขนาดใหญ่และมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ขาตั้งขนาดใหญ่และหนักจะทำให้กล้องมีความมั่นคงและนิ่งสนิทจริง แม้เมื่อมีลมปะทะ แม้ในยามที่ต้องตั้งกล้องไว้กลางลำธาร หรือแม้ตั้องปักรับรับแรงกระแทกของคลื่นลมริมหาดทราย

พึงจำไว้ว่าขาตั้งที่เล็กและเบานั้นดีเฉพาะตอนแบก แต่มันแทบจะไร้ประโยชน์ตอนใช้งานจริง ส่วนขาตั้งกล้องที่ใหญ่และหนักแม้ว่าจะดูเทอะทะเป็นภาระ และทำให้ช้าเวลาถ่ายภาพ แต่มันจะมีประโยชน์มาก ๆ เมื่อถึงเวลาต้องใช้งานจริง


ขอบคุณข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com/view/43468

การถ่ายภาพบุคคล, Portrait

การถ่ายภาพบุคคล (Portrait)

การถ่ายภาพบุคคลนั้น แสงที่ใช้ในการถ่ายภาพบุคคลสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ แสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์ แสงธรรมชาตินั้นคือแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ถ้าเป็นแสงประดิษฐ์คือแสงที่มนุษย์ได้ทำขึ้น เช่น แสงไฟในสตูดิโอ เป็นต้น สำหรับเทคนิคในการถ่ายภาพบุคคลด้วยแสงธรรมชาตินั้น สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. จงหลีกเลี่ยงฉากหลังที่มาแย่งความสนใจของบุคคล วัตถุในภาพควรเป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อ
ให้บุคคลในภาพเด่นเท่านั้น เช่นภาพคนกำลังวาดภาพ แปรงสี, ภู่กันหรือจานสี ก็เป็นองค์ประกอบที่สร้าง
ความรู้สึกทั่วไปในภาพให้ผสมกลมกลืนกับบุคคลที่เป็นช่างศิลปในภาพฉากหลังที่มารบกวน เช่นกำแพง
อิฐ หรือสิ่งอื่นใดควรขจัดทิ้งไปซึ่งอาจจะทำได้หลายวิธี คือเปิดรูรับแสงให้กว้างๆเพื่อให้ภาพมีความชัดลึก
น้อย หรือเราจะจัดฉากหลังให้เป็นกลางโดยใช้ท้องฟ้าเป็นฉากหลังพยายามจัดตัวแบบให้อยู่บนเนินหรือ
กำแพง เพื่อเปิดโอกาสให้ถ่ายภาพมุมต่ำได้ หรือแม้แต่พื้นดินหรือสนามหญ้าฯลฯ ก็ใช้เป็นฉากหลังเรียบๆ
โดยการถ่ายภาพมุมสูง คือกดกล้องให้ต่ำลง ถ้ามีวัตถุอื่นเป็นฉากหลังควรจัดเสียใหม่

2. ให้ตัวแบบทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ความเคอะเขินของตัวแบบ เช่นให้ถือของบางอย่าง เช่น
หนังสือช่อดอกไม้ เป็นต้น หรือบางสิ่งบางอย่างที่สามารถบอกลักษณะของบุคคลได้ พยายามถ่ายบุคคลให้
สัมพันธ์กับกิจกรรมที่เขาทำอยู่ เช่นเด็กกำลังเล่นของเล่นผู้หญิงกำลังจัดดอกไม้เป็นต้นในกรณีการถ่าย
ภาพเด็ก จำเป็นมากเพราะหากจู่ๆก็เข้าไปถ่ายภาพเด็กทันที เด็กไม่คุ้นเคยก็จะเกิดความตื่นกลัวไม่ยอมให้

ถ่ายหรือถ่ายได้ภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นขณะกำลังถ่ายจึงควรแนะนำให้เด็กเล่นอะไรที่สนุก หรือหา
ของเล่นมาให้ จงปล่อยให้เด็กเป็นตัวของตัวเองแล้วค่อยจับอากัปกิริยาที่ต้องการมีข้อห้ามอยู่ 3 ข้อในการถ่าย
ภาพเด็กคือ
- อย่าให้แสงแดดส่องเข้าใบหน้าเด็กตรงๆจะทำให้เด็กมีนัยตาหยีและหน้าตาดูกร้านเกินวัย
- อย่าถ่ายภาพเด็กไกลเกินไป จะได้ภาพเล็กยากที่จะขยายให้ดีได้
- อย่าเลือกถ่ายตรงสถานที่ที่มีฉากหลังยุ่งเหยิง

3. ในการถ่ายภาพหมู่ที่เป็นการเป็นงาน ช่างภาพควร จัดให้นั่งหรือยืนกันเป็นแถวให้สวยงาม แต่ในกรณี
การถ่ายภาพโดยทั่วไปที่ไม่เป็นการเป็นงานนั้น ควรชวนให้ทุกคนมุ่งความสนใจไปสิ่งหนึ่งรวมกัน และ
ควรจัดตำแหน่งของคนในภาพให้ศีรษะผู้ที่เป็นแบบเรียงกันให้สวยงาม อย่าซ้อนกันเป็นเส้นตรงขนานกันไป
แต่ควรจัดแนวศีรษะอยู่ในรูปสามเหลี่ยมจะ ทำให้ภาพดูเด่นและน่าสนใจขึ้น

4.ในการให้แสงเพื่อแสดงลักษณะของบุคคล จัดลักษณะของแสงและทิศทางที่มาของแสงให้เหมาะ
กับวัตถุที่ถ่าย แสงกระจายนุ่มๆ และการให้แสงแบบแบนๆจะให้ความนุ่มนวลและเป็นความรู้สึกที่เหมาะ
สมกับวัตถุที่อยู่นิ่งๆ ให้อารมณ์หรือบรรยากาศเคร่งขรึมแสงจัด เป็นแสงหนักและให้ความรู้สึกเปิดเผย
แสงที่มาในแนวเฉียง เหมาะสำหรับบุคคลที่ให้อารมณ์และบรรยากาศตื่นเต้น พยายามหลีกเลี่ยงการถ่าย
ภาพในตอนเที่ยงวัน เพราะแสงแรงและจะเกิดเงาใต้ตาไม่สวยงามและอย่าพยายามบังคับให้ผู้ถูกถ่าย
หันหน้าเข้าดวงอาทิตย์ ควรใช้แสงแนวเฉียงเข้าเหนือศีรษะจะช่วยแยกผมออกจากผิวพื้น ภาพบุคคลจะเด่นขึ้น
การถ่ายภาพบุคคลโดยใช้แสงไฟประดิษฐ์หรือแสงไฟจัดถ่ายใน สตูดิโอนั้น เราจำเป็นต้องรู้
ไฟพื้นฐานที่ใช้ในการถ่ายภาพเสียก่อน ซึ่งไฟที่ใช้ในการถ่ายรูปมีอยู่ 4 ดวง คือ

1. แสงหลัก เป็นแสงที่จะสว่างที่สุดบนสิ่งถูกถ่าย เนื่องจากในแสงธรรมชาติปกติมักจะมาจากทางด้าน
บนดังนั้นแสงหลักจึงมักนิยมที่จะวางไว้เหนือสิ่งที่ถูกถ่ายและส่องสว่างลงมาเฉียงด้านหน้า สำหรับการ
ถ่าย protrait นั้น จะวาง Key light เอาไว้ให้ทำมุมกล้องประมาณ 45 องศา ทางด้านซ้ายหรือด้านขวา
ของกล้องและวางมุมประมาณ 40-60 องศา เหนือศีรษะ บางครั้งการจัดแสง Key light ถ่ายภาพบุคคล
ก็จะทำให้นุ่มขึ้นและเกิดเงาน้อย โดยใช้แผ่นสะท้อนแสงการถ่ายภาพวัตถุให้ถูกสิ่งที่ถูกถ่ายเห็นรูปทรง
ลวดลายหรือ พื้นผิวของวัตถุมักจะวาง Key light ไว้ด้านบนเฉียงวัตถุนั้นตำแหน่งนี้บางทีเรียกว่า Key
backlighting

2. แสงเสริมหรือแสงส่วนเงา เป็นแสงที่ใช้ลบเงาซึ่งเกิดจากแสงหลัก เพิ่มรายละเอียดในส่วนเงาให้มาก
ขึ่น ทำให้เห็นวัตถุเพิ่มขึ้นเป็น 3 มิติ โดยทั่วไปมักใช้แหล่งของแสงที่เป็น diffuse lightเช่นใช้แสงสะท้อน
หรือไฟร่มตำแหน่งที่วางไฟเสริมนี้ตามปกติมักวางเอาไว้ข้างกล้องด้านตรงข้ามกับแสงหลักและอยู่ระดับ
เดียวกับกล้องต้องระวังไม่ให้เกิดเงาซ้อนขึ้นอีกเงาหนึ่ง ควรทดลองเลื่อนหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้มีความ
เข้มของแสงตามที่ต้องการ ส่วนที่เป็นเงามืดนี้จะมีความสว่างมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้ที่ต้องการให้
อัตราส่วนของแสงส่วนเงากับความสว่างของแสงหลักเป็นเท่าใด และถ้าหากต้องการให้แสงสว่างส่วนเงา
มีความสว่างมากน้อยก็ใช้วิธีเลื่อนดวงไฟให้อยู่ใกล้หรือไกลออกไปหรือใช้กระดาษบังไฟให้อ่อนลง

3. แสงแยกหรือแสงเน้นรูปทรง เป็นแสงที่ใช้เพิ่มเติมในการถ่ายภาพในสถานที่เพื่อช่วยให้เห็นรูปทรงของ
วัตถุเพิ่มมิติที่สามด้านความลึกและช่วยให้แยกวัตถุให้เด่นออกมาจากฉากหลัง ปกติมักตั้งไฟไว้ในทิศทาง
ตรงกันข้ามกับ Keylight ในมุมสูง เฉียงหลัง และส่องเป็นบริเวณเฉพาะจุดเท่านั้นแสงแยกที่เรียกกันทั่วๆ
ไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ hair light โดยใช้ไฟขนาดเล็ก มีขาตั้งส่องในบริเวณของผู้ที่ถูกถ่าย ทำให้เกิด hair
light ขึ้นที่บริเวณผมและไฟล่ด้านข้าง ข้อที่ควรระวังก็คือ จะต้องไม่ให้แสง hair light ไปตกบริเวณใบหน้า
ทำให้เกิด highlight ปรากฏที่ใบหน้าอีกแห่งหนึ่งถ้าจัดดวงไฟ spot light วางไว้ด้านหลังค่อนไปข้างบน
ของผู้ที่ถูกถ่ายหรือหลังศีรษะจะทำให้เกิดแสง highlight ที่ขอบเรียกว่า backlight หรือ kicker ข้อควร
ระวังอีกประการหนึ่งคือ เมื่อใช้แสงแยกจะทำให้เครื่องวัดแสงอ่านค่าผิดไป ทำให้การถ่ายภาพ under
exposure ในส่วนของ key & fill light ดังนั้นเมื่อวัดแสงไม่ควรเปิดไฟแสงแยก

4. แสงพื้นหลัง ใช้แสงจากหลอดไฟขนาดเล็กวางระหว่างวัตถุกับฉากหลัง เพื่อให้ฉากหลังสว่างขึ้นตาม
ปริมาณแสงที่ต้องการ เพื่อแยกวัตถุจากพื้นหลัง ข้อระวังคือ ไม่ควรให้มองเห็นดวงไฟในกล้องแบบของการ
จัดไฟถ่ายภาพบุคคลความสว่างของไฟหลักมี 3 แบบ คือ
1) จัดลำแสงให้กว้าง ( Broad lighting )ให้แสงเต็มใบหน้าด้านที่หันเข้าหากล้อง มักใช้ถ่ายกับคน
ที่หน้าแคบ จะมีปริมาณแสงในส่วนhighlight ที่หน้าประมาณ 4 ส่วน และบริวณ shadow 1 ส่วน
2) จัดให้ลำแสงแคบ (Short lighting หรือ Narrow ) ให้แสงเต็มบริเวณใบหน้าที่หันหนีจากกล้อง
ใช้กับคนใบหน้ากว้างหรือรูปไข่ จะมีปริมาณแสงในส่วน highlight ประมาณ 1/4 ส่วน และในบริเวณ
shadow 3/4 ส่วน
3) จัดให้เกิดเงารูปผีเสื้อใต้จมูก ( Butterfly lighting ) วางไฟหลักไว้ด้านบน เมื่อฉายแสงตรงๆ
ลงด้านหน้า จะเห็นเงาใต้จมูกเป็นรูปผีเสื้อ เหมาะสำหรับคนใบหน้ารูปไข่
ขอบคุณข้อมูลจาก http://jphotostyle.com/2009/06/16/การถ่ายภาพบุคล-portrait/

รับถ่ายภาพเชียงใหม่ รับถ่ายรูปเชียงใหม่ รับถ่ายรูปแต่งงาน รับถ่ายภาพแต่งงาน

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม

การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม
การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม





การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม ARCHITECTURE (FOTOINFO)

คอลัมน์ INTRO
เรื่อง-ภาพ...จิรชนม์ ฉ่ำแสง

สถาปัตยกรรม (Architecture) คือสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีทั้งประโยชน์โดยตรง เช่น การสร้างบ้านเรือนเพื่อการอยู่อาศัย ตึกขนาดใหญ่เพื่อเป็นสำนักงาน โบสถ์วิหารเพื่อทำกิจกรรมทางด้านศาสนา สะพานหรือทางด่วนสำหรับการสัญจรไปมา ฯลฯ และประโยชน์โดยทางอ้อมเช่น การสร้างอนุสาวรีย์เพื่อการระลึกถึงบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญ การสร้างสถูปเจดีย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา เป็นต้น

ตัวของสถาปัตยกรรมเองถือเป็นงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการก่อสร้าง ซึ่งยังนับรวมไปถึงการวางผังเมืองหรือแผนผังของบริเวณโดยรอบ การตกแต่งอาคาร การจัดสรรที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้ตามความต้องการ ความงดงามและคุณค่าของสถาปัตยกรรม จึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรที่ว่างให้สัมพันธ์กันของส่วนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะกับประโยชน์ใช้สอยและสิ่งแวดล้อม และการเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน

ที่ยกความหมายของสถาปัตยกรรมขึ้นมาก่อนก็เพื่อให้ชัดเจนและเข้าใจตรงกันว่าสิ่งที่เรากำลังจะถ่ายภาพกันอยู่นี้ ขอบเขตมันครอบคลุมถึงตรงไหนซึ่งหากจะว่ากันตามตรงนอกจากการถ่ายภาพสิ่งก่อสร้างนานาประเภทจากภายนอกแล้ว การถ่ายภาพภายในอาคารหรือที่เรานิยมเรียกทับศัพท์ว่า อินทีเรีย (Interior) ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมได้เช่นกัน

แต่การถ่ายภาพสถาปัตยกรรมที่จะพูด(เขียน)ถึงต่อไปนี้ ผู้เขียนขอแยกการถ่ายภาพประเภทอินทีเรียไว้ต่างหากไม่นำมารวมกัน เนื่องเพราะการถ่ายภาพอินทีเรียเองไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และมีเทคนิคปลีกย่อยมากมายอันแตกต่างไปจากการถ่ายภาพอาคารสถานที่จากภายนอก

ส่วนการถ่ายภาพแบบตัดส่วนใดส่วนหนึ่ง (ครอป) ในมุมเล็กๆ ของสถาปัตยกรรม ถ้าหากว่าพื้นที่มันไม่เล็กจนเกินไปก็อาจพอกล้อมแกล้มนับรวมเข้าไว้ในภาพถ่ายสถาปัตยกรรมได้เช่นกัน

แบบไหนคืองานสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

งานสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจในแง่ของการถ่ายภาพ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยงามหรือรางวี่รางวัลใดๆ จากสมาคมสถาปัตฯ ไม่ขึ้นกับความเก่าหรือใหม่ ทั้งยังไม่ขึ้นกับสภาพที่ต้องพร้อมใช้งานหรือเป็นเพียงอาคารรกร้างเสื่อมโทรม แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ถ่ายภาพเองเป็นหลักว่าจะมองเห็นความสวยงามใดๆ ในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นหรือไม่

ดังนั้น แม้จะเป็นเพียงตึกเก่าโทรมที่ถูกทุบบางส่วนทิ้งไปบ้าง บ้านเรือนอันผุกร่อนตามกาลเวลาที่ผิวสีแตกลายงาหรือขึ้นตะไคร่จนเขียวครึ้ม หากมองเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีความงดงามซ่อนอยู่ ก็ย่อมมีความน่าสนใจสำหรับการถ่ายภาพ ทั้งยังสามารถถ่ายทอดเป็นภาพที่สวยงามได้แน่

หาข้อมูลล้วงให้ลึกถึงรายละเอียด

งานสถาปัตยกรรมเด่นๆ ส่วนใหญ่มักจะมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นต้นว่ารูปโดมของหลังคา การถ่ายเทน้ำหนักด้วยผนังโค้งแบบอาร์ช (Arch) การใช้คันทวยรับน้ำหนักหลังคา การก่อผนังแบบหนาโดยไม่ใช้เสา การใช้สลิงขนาดใหญ่เป็นตัวรับน้ำหนักแทนเสาและคาน การออกแบบให้มีรูปทรงแบบสมมาตร ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้าหากไม่ศึกษาหาข้อมูลมาก่อน เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจุดไหนส่วนใดที่ควรเน้นเป็นพิเศษ

หรือถ้าหากเป็นสิ่งก่อสร้างจำพวกวัดหรือโบราณสถาน ก็มักจะมีสิ่งสำคัญซุกซ่อนอยู่ในบางส่วนของอาคารนั้นๆ อย่างเช่นภาพสลักนูนต่ำรอบระเบียงคตของมหาปราสาทนครวัด และปราสาทบายน ลายต้นทองอันวิจิตรงดงามด้านหลังสิมของวัดเชียงทอง คีย์สโตนซึ่งแกะสลักเป็นรูปหัวเมดูซ่าในอาคารหลังหนึ่งของอิฟิซุส เป็นต้น



สิ่งเหล่านี้คือส่วนประกอบอันสำคัญยิ่งที่ทำให้สถาปัตยกรรมมีความงามเปี่ยมคุณค่า หากเราสามารถถ่ายภาพให้แสดงจุดเด่นของสถาปัตยกรรมแห่งนั้นๆ ได้ชัดเจน ก็ย่อมจะทำให้ภาพของเรามีคุณค่ามากยิ่งขึ้นไปด้วย

ข้อมูลสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ผังของอาคารและแผนผังโดยรวมของสถานที่ ข้อมูลในส่วนนี้จะทำให้เราทราบว่า จุดสำคัญต่างๆ ที่ค้นได้นั้นมันอยู่ตรงบริเวณไหนส่วนไหน ประกอบไปกับว่ามันอยู่ในทิศทางใด อันจะทำให้เราวางแผนกะเกณฑ์เวลาที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพอย่างคร่าวๆ ได้

ทิศทางแสง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม

จะว่าไปแล้วทิศทางแสงถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการถ่ายภาพแทบจะทุกประเภทก็ว่าได้ แต่กับงานถ่ายภาพสถาปัตยกรรมถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเราไม่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้างใดๆ ให้อยู่ในจุดที่ต้องการได้ นักถ่ายภาพสามารถทำได้เพียงค้นหามุมที่ต้องการจะถ่ายภาพและรอถ่ายภาพนั้นในช่วงเวลาซึ่งมีทิศทางแสงที่เหมาะสม ซึ่งก็คือแสงเฉียงเข้าจากทางด้านหน้าของจุดที่จะถ่ายภาพ

คุณสมบัติที่สำคัญของแสงเฉียงเข้าจากทางด้านหน้าวัตถุก็คือ มันเป็นแสงที่ให้มิติและรูปทรงของวัตถุได้ดีมาก สามารถกลบจุดอ่อนของภาพถ่ายซึ่งเป็นสื่อสองมิติที่มีเพียงด้านกว้างและด้านยาว ให้มองเห็นถึงมิติที่สามคือความลึกได้ชัดเจนกว่าทิศทางแสงอื่นๆ แม้จะต้องแลกด้วยรายละเอียดในส่วนที่เป็นเงามืดไปบ้างแต่ต้องถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า

และเราสามารถลดความแตกต่างของแสงลงเพื่อให้เห็นรายละเอียดในส่วนที่อยู่ในเงามืดได้บ้าง ด้วยการเลือกถ่ายภาพในช่วงเวลาที่แสงมีความเข้มน้อย ก็คือโมงยามที่พระอาทิตย์เพิ่งจะพ้นขอบฟ้า หรือก่อนจะลาลับไป รวมไปถึงเวลาที่มีเมฆบางๆ มาบดบังดวงอาทิตย์ไว้ และถ้าหากเป็นการถ่ายแบบตัดส่วนในมุมเล็กๆ ก็อาจใช้แสงจากแฟลช จากแผ่นรีเฟล็กซ์ หรือจากหลอดไฟประเภทต่างๆ เปิดรายละเอียดให้เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

ดังนั้น ช่วงเวลาดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมจึงเริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงเก้าโมงเช้า และหลังบ่ายสามจนถึงพระอาทิตย์ตก โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมประเภทวัด เจดีย์ และโบราณสถานต่างๆ ถ้าได้แสงสีทองๆ ของช่วงเช้าหรือเย็นมาอาบไล้บนพื้นผิว ก็จะยิ่งช่วยทำให้สถาปัตยกรรมนั้นดูโดดเด่นมลังเมลืองมากยิ่งขึ้น

กับโบราณสถานบางแห่งหรือตึกบางหลังที่มีการยิงแสงสปอตไลท์เสริมส่องในยามค่ำคืน นั่นถือเป็นโบนัสพิเศษของนักถ่ายภาพ ด้วยการใช้ช่วงเวลาก่อนฟ้าจะมืดสนิทเล็กน้อยถ่ายภาพเก็บไว้ แม้ว่าวันนั้นอาจจะเป็นวันที่มืดครึ้มฟ้าขาวซีดตลอดทั้งวัน แต่มันจะมีช่วงเวลาสั้นๆ ราวสิบนาทีหลังพระอาทิตย์ตก ที่ฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มก่อนจะกลายเป็นสีดำสนิทของยามรัตติกาล แม้มันเป็นคู่สีตรงกันข้ามแต่ก็เข้ากันได้ไปกันดีกับสีเหลืองจากไฟสปอตไลท์



เรื่องของเลนส์

หากมองในแง่เทคนิคของการถ่ายภาพแล้ว เลนส์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมควรจะเป็นเลนส์นอร์มอลหรือเลนส์ 50 มม. นั่นเอง เพราะเป็นทางยาวโฟกัสที่ให้สัดส่วนและระยะของภาพถูกต้องสมจริง ไม่มีความบิดเบือนของภาพเกิดขึ้นจนทำให้สถาปัตยกรรมนั้นๆ ดูบิดเบี้ยวผิดรูปทรงที่แท้จริงไป

แต่หากมองในแง่ของความงดงามทางศิลป์ การที่สัดส่วนผิดเพี้ยนไปอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญหรืออาจมองเป็นเรื่องดีได้ด้วยซ้ำ ในข้อที่ทำให้ได้ภาพดูแปลกตาออกไป ซึ่งเป็นผลอันเกิดจากการใช้เลนส์มุมกว้าง ปัญหานี้จะเกิดขึ้นและเห็นผลได้ชัดกับเลนส์มุมกว้างมากๆ ตั้งแต่ทางยาวโฟกัส 24 มม. ลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากถ่ายภาพในระยะใกล้และถ่ายภาพในมุมแหงน ก็จะทำให้ส่วนยอดของสถาปัตยกรรมนั้นๆ เอียงลู่เข้าสู่บริเวณกลางภาพโดยชัดเจน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการวางกล้องให้ได้ระนาบและวางกล้องไว้ในระดับกลางๆ ของความสูงของสถาปัตยกรรมนั้นๆ

และสำหรับเลนส์เทเลโฟโต้แม้ว่าจะไม่ทำให้สัดส่วนของภาพบิดเพี้ยนไป แต่ปัญหาก็คือมักจะไม่มีที่ทางให้ช่างภาพได้ถอยไปไกลๆ เพื่อเก็บตัวสถาปัตยกรรมนั้นๆ ได้หมดเต็มเฟรม

ส่วนกล้องระดับ DSLR 35 มม. จะมีเลนส์มุมกว้างพิเศษบางตัวที่สามารถแก้ความบิดเพี้ยนบริเวณขอบภาพได้ ด้วยการขยับชุดเลนส์ในแบบที่เรียกว่า "ทิลท์และชิฟท์" (Tilt&Shift) เพื่อให้ชุดเลนส์ได้ระนาบกับสิ่งที่จะถ่ายแม้ว่าจะตั้งกล้องเป็นมุมแหงนก็ตาม ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการใช้กล้องขนาดใหญ่หรือกล้องลาร์จฟอร์แมต (Large Format) ซึ่งมีเบลโลว (Bellow) ในตัว ตัวอย่างเช่นเลนส์ TS-E 24 mm. f/3.5L ของ Canon หรือเลนส์ PC-E NIKKOR 24 mm. f/3.5 D ED ของ Nikon

แต่เลนส์พิเศษประเภทนี้เป็นเลนส์ที่มีราคาสูงกว่าเลนส์ทางยาวโฟกัสเดียวกันค่อนข้างมาก และด้วยการออกแบบที่ต้องเผื่อพื้นที่ภายในเลนส์ให้ขยับได้ จึงไม่สามารถออกแบบให้มีช่องรับแสงกว้างมากได้ อีกทั้งยังไม่สามารถใช้ระบบโฟกัสอัตโนมัติได้อีกด้วย ผู้ใช้ต้องโฟกัสภาพด้วยมือเองทุกครั้ง มันจึงจัดอยู่ในเลนส์เฉพาะกิจที่ไม่ค่อยจะคุ้มค่าการลงทุนสำหรับนักถ่ายภาพโดยทั่วไป ที่ไม่ได้รับงานถ่ายทางด้านนี้โดยตรง

และในความเป็นจริงช่างภาพมืออาชีพหลายคนที่เลือกใช้เลนส์ตัวนี้ ไม่ได้ใช้มันเพื่อแก้ความบิดเพี้ยนให้ตรงแต่อย่างใด ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อบิดระนาบโฟกัสให้เบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้ภาพที่ดูแปลกตาออกไป ประกอบกับในยุคปัจจุบันที่ซอฟท์แวร์ทางการตกแต่งภาพหลายตัวสามารถดัดแก้ความบิดเพี้ยนของภาพได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ในความเห็นของผู้เขียนเองจึงไม่แนะนำให้ซื้อหามาใช้ถ้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หรือเน้นหนักไปทางการถ่ายภาพในด้านนี้โดยตรง การใช้เลนส์มุมกว้างไม่ว่าจะทางยาวโฟกัสเดี่ยวหรือซูม ก็เพียงพอต่อการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมแล้ว

หากไม่ต้องการให้ภาพมีความบิดเบือนมากเกินไป ก็เพียงแค่หาที่ถอยให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการใช้เลนส์ในช่วงทางยาวโฟกัสกว้างสุด ไม่แหงนกล้องมากเกินไป พยายามหาจุดถ่ายภาพที่สูงขึ้นกว่าพื้นสักเล็กน้อย ก็สามารถแก้ไขหรือลดปัญหาดังกล่าวได้

พึงระลึกเสมอว่าภาพที่สวยงาม ย่อมเกิดจากแนวความคิดและวิธีการถ่ายภาพของผู้ถ่ายภาพเองเป็นสำคัญ มิได้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์สักเท่าใด เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ของตัวเองที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าภาพสวยๆ อยู่ไม่ไกลเกินไปจากมือของคุณแน่ๆ ครับ

ขอบคุณความรู้ดีๆจาก http://hilight.kapook.com/view/40569